ข่าว
พฤศจิกายน 09, 2555
บีทีเอส กรุ๊ป ประกาศผลการดำเนินงานในไตรมาสสองดีเป็นประวัติการณ์ และแนวทางการระดมทุนโดยการจัดตั้งกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน

มุ่งมั่นที่จะพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่องและให้ผู้ลงทุนมีโอกาสลงทุนในตราสารทางเลือกใหม่ๆ

กรุงเทพ (9 พฤศจิกายน 2555) - วันนี้คณะกรรมการของบริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) (บีทีเอสจี) แถลงว่าบีทีเอสจีมีผลการดำเนินงานในไตรมาสสองดีเป็นประวัติการณ์ พร้อมกันนี้ ยังได้อนุมัติแนวทางการระดมทุนโดยการจัดตั้งกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานซึ่งจะลงทุนในรายได้ค่าโดยสารสุทธิในอนาคตที่จะได้รับจากการดำเนินงานระบบรถไฟฟ้าสายสีเขียวหลักเป็นระยะทาง 23.5 กิโลเมตร ซึ่งดำเนินการโดยบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (บีทีเอสซี) ทั้งนี้ กองทุนจะเสนอขายหน่วยลงทุนต่อประชาชนทั่วไป ภายหลังการอนุมัติของผู้ถือหุ้นและกลต. การดำเนินการดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการลงทุนพัฒนาและขยายเครือข่ายระบบขนส่งมวลชนต่างๆ ในกรุงเทพฯ และพื้นที่ใกล้เคียง รวมทั้งนโยบายของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลาดหลักทรัพย์) และคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) ในการสนับสนุนการจัดตั้งกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน

ในไตรมาสสองของปี 2555/2556 บีทีเอสจีมี operating EBITDA เพิ่มขึ้นร้อยละ 18.1 เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ตามจำนวนผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้น และรายได้ค่าสื่อโฆษณาที่เพิ่มสูงขึ้น ทั้งนี้ จำนวนผู้โดยสารในไตรมาสสองของปี 2555/2556 มีจำนวนทั้งสิ้น 49.4 ล้านเที่ยวคน ซึ่ง (สูงสุดเป็นประวัติการณ์) เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.4 จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากความนิยมในการใช้บริการรถไฟฟ้าในการเดินทางในกรุงเทพมหานครที่เพิ่มมากขึ้น

คณะกรรมการของบีทีเอสจี และบีทีเอสซี อนุมัติแนวทางการระดมทุนผ่านกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานซึ่งจะลงทุนในรายได้ค่าโดยสารสุทธิที่จะเกิดขึ้นจากการดำเนินงานรถไฟฟ้าสายสีเขียวหลักในช่วงระยะเวลาที่ได้รับสัมปทาน (ถึงวันที่ 4 ธันวาคม 2572) เป็นมูลค่าไม่ต่ำกว่า 50,000 ล้านบาท โดยรายได้ค่าโดยสารสุทธิที่กองทุนจะลงทุน จะประกอบด้วยรายได้ค่าโดยสารหักต้นทุนการดำเนินงาน และค่าใช้จ่ายฝ่ายทุนที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ กองทุนจะจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และบีทีเอสจีมีความตั้งใจที่จะจองซื้อหน่วยลงทุนจำนวนหนึ่งในสามของจำนวนหน่วยลงทุนทั้งหมดของกองทุน ซึ่งเป็นจำนวนสูงสุดที่ข้อกำหนดของ กลต. อนุญาตให้ถือได้

ตามแผนแม่บทของรัฐบาลที่จะลงทุนขยายระบบการขนส่งมวลชนทางรางเพิ่มเติมอีกกว่า 10 เส้นทางเป็นระยะทางรวมประมาณ 500 กิโลเมตร ในกรุงเทพฯและพื้นที่ใกล้เคียงภายในปี 2572 นั้น บีทีเอสจีมีความประสงค์ที่จะลงทุนในเส้นทางต่างๆ ซึ่งรวมถึงส่วนต่อขยายสายสีเขียวจากหมอชิตไปสะพานใหม่ และจากแบริ่งไปสมุทรปราการ สายสีชมพูจากแครายไปมีนบุรี และรถไฟฟ้าขนาดเบา (Light Rail Transit) จากบางนาไปท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ทั้งนี้ จะให้ความสำคัญเป็นลำดับแรกกับเส้นทางที่เชื่อมต่อโดยตรงกับรถไฟฟ้าสายสีเขียวหลักซึ่งจะทำให้การเดินทางโดยรถไฟฟ้าสายสีเขียวเป็นเครือข่ายที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ทั้งนี้ เงินที่ได้รับจากการระดมทุนในครั้งนี้ หลังหักเงินที่บีทีเอสจีจะใช้ในการจองซื้อหน่วยลงทุนแล้ว จะใช้เพื่อวัตถุประสงค์หลักในการลงทุนโครงการใหม่ๆ ดังกล่าว

นายคีรี กาญจนพาสน์ ประธานกรรมการและประธานกรรมการบริหารของบีทีเอสจี กล่าวว่า "ธุรกิจขนส่งมวลชนจะยังคงเป็นธุรกิจหลักของบริษัท และบีทีเอสจียังคงมีความมุ่งมั่นที่จะลงทุนเพื่อพัฒนาระบบขนส่งมวลชนและระบบโครงสร้างพื้นฐานในกรุงเทพฯต่อไป บีทีเอสจีเห็นว่า การลงทุนดังกล่าวเป็นปัจจัยที่สำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมของประเทศไทย และเชื่อมั่นว่าธุรกรรมนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ถือหุ้นเนื่องจากบีทีเอสจีจะได้รับเงินสดจากการระดมทุน ทำให้มีความพร้อมที่จะลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานใหม่ๆ เพื่อสร้างเสริมรายได้ภายหลังจากสิ้นสุดสัมปทาน รวมทั้งมูลค่าในระยะยาวให้แก่ผู้ถือหุ้น ทั้งนี้ บีทีเอสจีมีข้อได้เปรียบจากประสบการณ์อันยาวนาน และความสามารถความชำนาญในการบริหารระบบรถไฟฟ้าลอยฟ้า และการมีระบบซึ่งเชื่อมต่อกับส่วนขยายใหม่หลายๆ สาย ดังนั้น การที่มีความพร้อมทางด้านการเงินจะช่วยให้สามารถลงทุนได้รวดเร็วยิ่งขึ้นหากได้รับความเห็นชอบจากรัฐบาลให้เข้าไปลงทุน และมีส่วนช่วยในการผลักดันให้การพัฒนาส่วนต่อขยายและเส้นทางใหม่ภายใต้แผนแม่บทของรัฐบาลให้เป็นไปอย่างรวดเร็ว"

"การจัดตั้งกองทุนจะทำให้นักลงทุนมีทางเลือกในการลงทุนในตราสารใหม่ๆ ซึ่งจะให้ผลตอบแทนที่มั่นคงจากรายได้ของรถไฟฟ้าสายสีเขียวหลัก และยังมีศักยภาพที่จะเติบโตต่อไปจากการเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้โดยสารอันเป็นผลจากการขยายตัวของโครงข่ายระบบขนส่งมวลชน นอกจากโอกาสในการรับเงินปันผลแล้ว ผู้ถือหน่วย (ซึ่งรวมถึงบีทีเอสจี) ยังจะมีโอกาสเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาโครงข่ายระบบขนส่งมวลชนผ่านการลงทุนในกองทุน ซึ่งจัดหาทุนและทำให้บีทีเอสจีมีเงินทุนพร้อมสำหรับใช้ในการลงทุนต่อไปในอนาคต นอกจากนี้กองทุนมีสิทธิ เป็นรายแรกในการเข้าลงทุนในโครงการในกรุงเทพฯและปริมณฑลที่พัฒนาโดยกลุ่มบริษัทอันจะทำให้ประชาชนได้มีโอกาสเดินทางในเขตกรุงเทพฯและพื้นที่ใกล้เคียงด้วยวิธีการที่สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น" นายคีรีกล่าว นอกจากนี้นายคีรียังกล่าวว่า "หากมีเงินและสภาพคล่องเกินกว่าเงินลงทุนในกองทุนและโครงการใหม่ๆ เหล่านี้ บริษัทอาจเสนอให้คณะกรรมการหรือผู้ถือหุ้นพิจารณาการจ่ายเงินปันผลพิเศษแก่ผู้ถือหุ้น อย่างไรก็ตามการจ่ายเงินปันผลพิเศษจะขึ้นอยู่กับความต้องการใช้เงินของกลุ่ม และข้อพิจารณาทางกฎหมายอื่นๆ"

ทั้งนี้ การระดมทุนโดยการจัดตั้งกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานในครั้งนี้จะต้องได้รับอนุมัติจากผู้ถือหุ้นของบีทีเอสจี และได้รับอนุมัติจาก กลต. ให้จัดตั้งกองทุนรวมก่อน โดยการประชุมผู้ถือหุ้นจะมีขึ้นในวันที่ 18 ธันวาคม 2555